![]() |
||||||||
|
พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อศิลา องค์นี้ประฐานอยู่ที่วัดทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัีย เป็นพระพุทรูป หินทรายขาว ศิลปะัแบบเขมร เมืองพระนคร ที่มีิอิทธิพลทางศิลปะครอบคลุบนครวัด ลพบุรี มีอายุอยู่ในราว พุทธศวรรษที่ 16 - 17 สูงประมาณ 86 เซนติเมตร ขนาดหน้าตักกว้าง 43 เซนติเมตร พระพุทธรูปในยุคมีิอิทธพลผสมผสานกันทั้งฝ่ายลัทธิหินยานและพระพุทธรูปลัทธิมหายานซึ่งพวกขอมนำเข้ามาแต่ประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะศิลปะแบบนครวัดและบายน ปรากฏตามประชุมศิลา จารึกภาค 2 ว่า ในเมืองละโว้ คือ ลพบุรี การนับถือพระพุทธศาสนา ลัืทธิหินยาน และลัทธิมหายาน รวมทั้งศาสนาพราหมณ์ด้วย เมื่อพวกขอมมีอำนาจ ในแหลมอินโดจีน ตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองยโสธร หรือ เมืองพระนครแล้ว ได้แผ่อำนาจเข้ามาถึงลุ่มเจ้าพระยา ตั้งเมืองของอุปราชแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองลพบุรี และตั้งเมืองหน้าด่านปกครองดิน แดนแถบนอกหลายเมือง ทางเหนือสุดมีเมืองศรีสัชนาลัย และสุโขทัย ทางใต้สุดมีเมืองเพชรบุรี ด้วยเหตุที่พบพระพุทธรูปฝีมือช่าง ขอมเป็นจำนวนมาก ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย นักโบราณคดีกำหนดพระพุทธรูป สกุลช่างแบบนี้ว่า สมัยลพบุรี ตามนามเมืองอุปราชของขอม |
|||||||
| ลักษณะพระพุทธรูปที่สำคัญของยุคนี้ คือ พระเกตุมาลาเป็นต่อมแบบอย่างก้นหอยบ้าง อย่างฝาชีครอบบ้าง อย่างมงกุฎเทวรูปบ้าง หรืออย่างเป็นดอกบัวแลเห็นกลีบรวมๆบ้าง สิราภรณ์ (เครื่องสวมพระเศียร) ทำอย่างกะบังหน้าบ้าง มีไรพระศกเสมอ และเป็นเส้นใหญ่กว่าสมัยศรีวิชัย หรือแบบทรงเทริด ซึ่งเรียกกันเป็นสามัญว่าแบบขนนกบ้าง เส้นพระศกทำอย่างเส้นผมคน ซึ่งเรียกันเป็นสามัญว่าแบบผมหวีบ้าง เป็นขมวดละเอียดบ้าง หยาบบ้าง พระพักตร์กว้าง พระโิอษฐ์แบะ พระหนุป้าน พระยืนทำอย่างห่มคลุมทั้งนั้น พระนั่งทำอย่างห่มคลุมและหุ่มดองชายสังฆาฏิยาวลงไปจรดพระนาภี ขอบอันตรวาสก (สบง) ข้างบนเผยอเป็นเส้น โดยมากพระกรรณยาว ย้อยลงมาจนจรด พระอังสะ พระทรงเครื่องมีฉลองพระศก กำไลแขน และประคดบัวรองฐานทำทั้งอย่างบัวหงายบัวคว่ำก็มี บัวหงายอย่างเดียวก็มี บัวคว่ำอย่างเีีดียวก็มี ในช่วงสมัยเมืองนคร พรพุทธรูปปางนาคปรกได้รับความนิยมอย่างสูง ตั้งแต่ช่วงศิลปะแบบคลัง แบบบาปวน แบบนครวัด จนถึงแบบบายน โดยเฉพาะในช่วงศิลปะบาปวนและนครวัดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรก ดังที่ปรากฏเป็นภาพสลักบนทับหลัง ปรางค์องค์กลางที่ปราสาทหินพิมาย และพระพุทธรูป นาคปรกสัมฤทธิ์ ที่ขุดค้นพบในดินแดนแถบนี้ ซึ่งเป็นศิลปะแบบนครวัด ในขนะที่พระพุทธรูปนาคปรกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ได้รับอิทธิืพลจากศิลปะแบบบาปวน พระพุทธรูปปางนาคปรกมีทั้งหล่อด้วยสัมฤทธิ์และทำ่จากหินทรายพบขนาดต่างๆ กันไป ใน พ.ศ.2476 มีการขุดค้นพบพระพูทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ ในปราสาทหลังกลางที่ปราสาทบายน นอกจากนี้ พุทธศิลปะองค์พระที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ก็มีขนาดต่างๆ กัน ตั้งแต่เล็กมากจนถึงขนาดใหญ่ แต่จะมีพูทธศิลปะแบบเีดียวกัน คือพระเนตรใหญ่กลม ลืมพระเนตร ลำพระองค์เปลือย เปล่า มีลักษณะยิ้มบนพระพักตร์ อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะยุคนี้ พระพุทธรูปปางนาคปรกจัดเป็นประติมากรรมลอยตัวที่ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดต่อเนื่อง จากยุคก่ิอน จะมีทั้งเ็ป็นพระพุทธรูปทรง เครื่องและไม่ทรงเครื่อง เครื่องสิราภรณ์มักประกอบด้วยกะบะหน้า มงกุฏรูกกรวยสูงสวมอยู่เหนือพระเกศาถัก กรองพระศอมีอุบะเล็กๆ ประดับโดยรอบ บางองค์มีพระหุรัด ทองกร (กำไรข้อมือ) ทองพระบาท (กำไลเท้า) และกุณฑล (ตุ้มหู) ประดับอยู่ พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก ปางสมาธิ ทรงกรองคอ พาหุรัด กุณฑล สวมมงกุฏทรงเทริด องค์นี้มีพุทธลักษณะที่งดงามครบถ้วน เนื้อหินทรายขาวละเอียด หมดจด ไม่มีรอยสนิมหรือคราบใดๆ เศียรนาค 7 เศียร แบบพระอุระเรื่อยลงมาถึงพระนาภีก็มีรอยน้ำ ซึ่งเป็นรอยน้ำที่เกิดจากการจัดการ เฉลิมฉลอง แห่พระพุทธรูปศิลาไปรอบ อำเภอทุ่งเสลี่ยม เนื่องจากพระพุทธรูปนี้ องค์พระแยกออกจากรากโดยมีเดือยแหลมเสียบไว้กับ ฐานเมื่อต้องการยกออกไปจึงได้นำเดือยนั้นเสียบไว้กับโอ่งน้ำ จึงทำให้เกิดรอยน้ำนี้ขึ้น นอกจากนี้บริเ้วณพระชงฆ์ขององค์พระมีรอยขี้ผึ้ง ซึ่งเป็นรอยเก่า ตำหนิอีกประการอันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ คือองค์พระไม่สามารถตั้งตรงได้ ต้องใช้ไม้เสียบไว้บริเวณฐานด้านล้างจึง จะสามารถตั้งตรงได้ สำหรับฐานพระเป็นฐานขนาดนาคสามชั้น แกะสลักลวดลายไว้อย่างงดงามเช่นกัน มีความกลมกลืนกับองค์พระราว กับว่าเป็นหนึ่งเีดียวกัน |
||||||||
|
||||||||
แต่ปรากฏว่าพอเดินพ้นออกมาจากถ้ำน้ำหนักขององค์พระนั้น กลับเพิ่มขึ้นจนกระทั้ง คนถึง 6 คน ยังเกือบยกไม่ขึ้น ชาวบ้านอัญเชิญหลวงพ่อศิลามาและยกมอบให้ |
||||||||
![]() |
||||||||
![]() |
||||||||
| ค้างคาวในถ้ำเจ้าราม | ||||||||
| ที่ประดิษฐานเดิมของหลวงพ่อศิลา | ||||||||
|
||||||||
| พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก วัดทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ในคืนวันที่ 19 ธันวาคม 2539 นับเป็นคืนที่ประวัติศาสตร์แห่งการอนุรักษ์มารดกไทยต้องจารึกไว้ คืนนั้นกลิ่นอายของความสุขกระจายทั่วใบหน้าของชาวบ้านทุ่งเสลี่ยมกว่า 3 คันรถบัส ที่มาเฝ้าคอยการกลับมาของหลวงพ่อศิลา ณ สนามบินดอนเมืองความปลื่มปิติยินดีของพุทธศาสนาสนิกชนที่ได้ร่มโพธิ์ร่มไทรกลับคืนมาหลังจากสูญเสียไปกว่า 20 ปี จนหลายคนไม่คาดคิดว่าจะได้รับคืน ส่วนทางวัดโดยมีเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือพระอาจารย์สวัสดิ์ ก็เตรียมการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ หลวงพ่อศิลานับเป็น ของขวัญอันล้ำค่าสำหรับศักราชใหม่ที่ชาวทุ่งเสลี่ยมและชาวไทยทั้งชาติ จะจดไปทั่วชีวิต การกลับมาครั้งนี้จะต้องไม่มีการสูญเสียในครั้งต่อๆ ไป เพราะความรักความเคารพ ความหวงแหนทำให้ทุกฝ่ายระแวดระวังรักษามรดกอันทรงคุณค่านี้ โดยจะได้มีการจัดทะเบียนเป็นโบราณวัตถุที่กรมศิลปากร นอกจากนี้ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ได้ทำ หนังสือน้ิอมเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เพื่อป้องกันการสูญหายอีกทางหนึ่ง ในช่วงต้นแห่งการกลับคืนประเทศไทย ได้อัญเชิญพระพุทธรูปศิลาไปประดิษฐาน ไว้ที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ทั่วประเทศสะดวกในการเดินทางไปกราบสมัสการ จากนั้นเคลื่อนย้ายไปประดิษฐานยังวัดทุ่งเสลี่ยม อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ตามพระราชกระแสรับสั่งโดยระหว่างเส้นทางได้มีการแวะตามจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมากราบนมัสการ ระยะเวลา 20 กว่าปี สำหรับการติดตามพระพุทธรูปศิลาปางนาคปรก กลับคืนมา คุ้มค่ากับการรอคอยของคนไทยทั้งประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนยิ่งใหญ่ที่ควรค่า แก่การจดจำ และประทับรอยลงก้นบึ้งแห่งความรู้สึกหวงแหนมรดกที่บรรพบุรุษสร้างไว้ และควรสืบทอดต่อไปให้นานเท่านาน |
||||||||
![]() |
||||||||
|
||||||||